Wednesday, June 26, 2013
ทำความรู้จักกับโรค 'เนฟโฟรติก'
ทำความรู้จักกับโรค 'เนฟโฟรติก'
มารู้จักกลุ่มอาการ “เนฟโฟรติก” ในเด็ก กลุ่มอาการ “เนฟโฟรติก”
(Nephrotic Syndrome) เป็นโรคไตชนิดเรื้อรังที่พบได้บ่อยในเด็ก
ส่วนใหญ่ไม่พบว่ามีสาเหตุ
ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มีการสูญเสียโปรตีนที่ชื่อว่า “อัลบูมิน (Albumin)”
ในปริมาณมากออกทางปัสสาวะทำให้อัลบูมินในเลือดลดต่ำลงจนกระทั่งเกิดอาการบวม
ทั้งตัว แม้จะรักษาจนหายดีแล้วก็มักมีโอกาสกลับมาบวมซ้ำได้
โดยเฉพาะเมื่อเกิดเจ็บป่วยจากการติดเชื้อต่างๆ“ไวรัสโรต้า” ตัวการทำให้เกิดโรคท้องร่วงในเด็กเล็ก
“ไวรัสโรต้า” ตัวการทำให้เกิดโรคท้องร่วงในเด็กเล็ก

เมื่อลูกน้อยก้าวสู่วัยอยากรู้อยากเห็น เป็นเรื่องปกติที่เด็กๆ
มักจะอยากลองสัมผัสสิ่งรอบตัว ด้วยการนำสิ่งของใส่ปาก ไม่ว่าจะเป็น อาหาร
ของเล่น ไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ
จึงอาจจะเป็นช่องทางหนึ่งที่นำไปสู่การติดเชื้อไวรัสโรต้าอันเป็นสาเหตุที่
ทำให้เด็กๆ ป่วยเป็นโรคท้องร่วงแบบเฉียบพลัน
ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น
การใส่ใจดูแลความสะอาดและสุขอนามัยที่ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควร
ละเลยพัฒนาการช้าในเด็ก เรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องสังเกต
พัฒนาการช้าในเด็ก เรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องสังเกต
“ลูกเริ่มหัดเดินช้าไปไหมนะ” “เริ่มหัดพูดช้าไปหรือเปล่า”
หลากหลายคำถามที่พ่อแม่กังวลเมื่อลูกทำอะไรไม่ได้เหมือนคนอื่น
สำหรับคุณหมอแล้ว พัฒนาการช้าอาจไม่ได้หมายถึงการเริ่มเดินหรือคลานช้า
แต่จะให้ความสำคัญถึงความสามารถในการรับรู้ของประสาททั้ง 5 ในเด็กอีกด้วย

ช่วยลูกรับมือไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
(ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต)
เป็นโรคที่พบได้บ่อย เพราะในทุกๆ ปีจะมีเด็กทั่วโลกประมาณร้อยละ 20 ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการที่ไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง สำหรับในประเทศไทยพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ ที่เป็นสาเหตุของผู้มีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันถึงร้อยละ 48
ฤดูฝน-ฤดูหนาว-ฤดูระบาด
ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อประปรายได้ตลอดปี แต่จะมีช่วงการระบาด 2 ระลอก คือฤดูฝน (ช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม) และฤดูหนาว (ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม)ไข้หวัดใหญ่ติดกันง่ายผ่านทางเดินหายใจ
โดยส่วนมากแล้ว เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจ โดยเชื้อจะผ่านออกมาจากการไอหรือจามของผู้ป่วย แล้วลอยปะปนอยู่ในละอองฝอยของอากาศ เมื่อคลุกคลีกับคนป่วยและสูดหายใจเอาเชื้อเข้าไป เชื้อก็จะเข้าไปเพิ่มจำนวนอยู่ในเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ และทำให้เกิดอาการป่วย โดยที่ผ่านมาพบว่าเด็กเป็นกลุ่มที่ติดเชื้อได้ง่ายที่สุด อีกทั้งแพร่กระจายเชื้อโรคสู่คนในครอบครัวได้ง่าย เพราะเด็กยังขาดความระมัดระวังและการดูแลตนเอง พ่อแม่จึงควรฝึกสุขอนามัยให้กับลูก เช่น ปิดปากและจมูกด้วยผ้าเช็ดหน้าขณะไอหรือจาม แนะนำให้ลูกล้างมือบ่อยๆ นอกจากนั้นในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อมากๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่แออัดและมีคนสัญจรพลุกพล่านอาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยมักมีไข้สูง เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง ถ้าเป็นเด็ก เล็ก พบว่ามีอาการแตกต่างออกไป โดยพบว่าหูชั้นกลางอาจมีอาการอักเสบและอาจมีอาการชักจากไข้สูง ปอดอักเสบ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน (uncomplicated influenza) พบว่าไข้มักหายไปภายใน 3-7 วัน หลังจากเริ่มมีอาการ แต่จะสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 2-3 วันก่อนมีอาการ จนกระทั่ง 3-5 วันหลังเริ่มมีอาการ โดยผู้ป่วยเด็กจะสามารถแพร่เชื้อได้จนถึง 10 วันหลังเริ่มมีอาการภาวะแทรกซ้อน
ผู้ป่วยบางรายมีภาวะปอดอักเสบ ภาวะการหายใจล้มเหลว การติดเชื้อทางระบบประสาท กล้ามเนื้ออักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ช็อค ไตวาย ไปจนกระทั่งมีอาการร้ายแรงถึงชีวิตได้ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่รุนแรงและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน
- เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี
- ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
- บุคคลที่มีโรคเรื้อรัง เช่นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย
- หญิงมีครรภ์
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการหรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น เคมีบำบัดสำหรับรักษาโรคมะเร็ง
- บุคคลโรคอ้วน (BMI >35 และน้ำหนัก > 100 กิโลกรัม)
- ผู้พิการทางสมองช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
- ผู้ที่รับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำ
การวินิจฉัย
แพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติของผู้ป่วย การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยในปัจจุบัน มีการตรวจสารคัดหลั่งในเยื่อบุหลังโพรงจมูก เป็นวิธีการตรวจหาแอนติเจนของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งสายพันธุ์ A และ B สามารถทราบผลเร็วภายใน 30 นาที มีความไวร้อยละ 50-70 และมีความจำเพาะสูงร้อยละ 90-95การรักษา
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะหายได้เองโดยการรักษาตามอาการ ทั้งการรับประทานยาลดไข้ การดื่มน้ำให้มาก รวมทั้งพักผ่อน ให้เพียงพอ ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงแพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (oseltamivir) ตามข้อบ่งชี้การป้องกัน
- ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอหรือจาม ด้วยกระดาษทิชชู หรือแขนเสื้อของตนเอง สวมหน้ากากอนามัยเมื่อเป็นไข้หวัด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ เช็ดทำความสะอาดพื้นผิว และสิ่งของที่มีคนสัมผัสบ่อย ๆ ด้วยน้ำผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป
- หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับผู้ป่วย (ในระยะ 1 เมตร) และในพื้นที่ที่มีการระบาด ไม่ควรเข้าไปในสถานที่เสี่ยงต่อการติดโรค เช่น สถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่สะดวกเป็นเวลานาน หากจำเป็นเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวต้องป้องกันตนเองอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงควรสวมหน้ากากอนามัย
- งดกิจกรรมการเดินทาง หยุดเรียน หยุดงาน เมื่อป่วยเป็นไข้หวัด จนกว่าจะหายเป็นปกติแล้วอย่างน้อย 1 วัน และในช่วงเวลาดังกล่าวหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
- การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบุคคลกลุ่มเสี่ยง อย่างไรก็ตามสามารถฉีดได้ในเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยภูมิคุ้มกันจะขึ้นหลังฉีดวัคซีนในเวลา 7-14 วัน วัคซีนมีประสิทธิภาพป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เดียวกันหรือใกล้เคียง กับวัคซีนได้ร้อยละ70-90 โดยภูมิคุ้มกันจะอยู่ได้นาน 1 ปี
Sunday, June 23, 2013
โรคภูมิแพ้ รู้ก่อนป้องกันได้
โรคภูมิแพ้ รู้ก่อนป้องกันได้

ฮัดชิ้ว...ลูกไอจามทุกครั้งเมื่อออกไปเดินเล่นข้างนอก อาการเล็กๆ
อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคภูมิแพ้
ซึ่งอาจส่งผลต่อชีวิตประจำวันและพัฒนาการของลูกน้อย
พ่อแม่จึงควรเตรียมพร้อมการป้องกันกันเรื่องเล็กๆ จะเป็นปัญหาบานปลายโรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth disease)
จากการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากในประเทศเพื่อนบ้าน
รวมทั้งบริเวณชายแดนในจุดต่างๆ ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทย
ทำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างพากันตื่นตัวและตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิด
ขึ้นกับประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในกลุ่มเด็กเล็กที่ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้อย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ แต่ผู้ปกครองทั้งหลายก็ไม่ควรหวาดวิตกเกินไปนัก
เพราะยังมีแนวทางที่สามารถป้องกันบุตรหลานของตนเองให้ห่างไกลจากโรคมือเท้า
ปากได้หลายแนวทางด้วยกัน

(ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต)
โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth disease; HFMD) เกิดจากเชื้อกลุ่ม Human enteroviruses species A (HEV-A) โดยเชื้อในกลุ่มนี้ที่พบบ่อยคือ Coxsackie virus A 16 (CA 16) และ enterovirus 71 (EV 71)
สำหรับประเทศไทยนั้นก็ไม่แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านมากนัก ที่ผ่านมาเรามักพบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากได้มากตามโรงเรียนอนุบาลและสถานรับ เลี้ยงเด็ก และพบได้มากยิ่งขึ้นในกลุ่มเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรง แต่โดยทั่วไปแล้วคนทุกช่วงอายุนั้นสามารถป่วยเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน
หากมีการสัมผัสของเล่น หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อซึ่งจะออกมาทางเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระหรือตุ่มน้ำใสที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก ผู้ที่สัมผัสนั้นก็จะได้รับเชื้อและภายใน 3-6 วันก็จะเริ่มมีอาการป่วย
น่าสังเกตว่า ผู้ป่วยเด็กจะได้รับเชื้อเข้าทางปากเป็นหลัก และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ติดต่อทางการหายใจ
(ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต)
โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth disease; HFMD) เกิดจากเชื้อกลุ่ม Human enteroviruses species A (HEV-A) โดยเชื้อในกลุ่มนี้ที่พบบ่อยคือ Coxsackie virus A 16 (CA 16) และ enterovirus 71 (EV 71)
สำหรับประเทศไทยนั้นก็ไม่แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านมากนัก ที่ผ่านมาเรามักพบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากได้มากตามโรงเรียนอนุบาลและสถานรับ เลี้ยงเด็ก และพบได้มากยิ่งขึ้นในกลุ่มเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรง แต่โดยทั่วไปแล้วคนทุกช่วงอายุนั้นสามารถป่วยเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน
หากมีการสัมผัสของเล่น หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อซึ่งจะออกมาทางเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระหรือตุ่มน้ำใสที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก ผู้ที่สัมผัสนั้นก็จะได้รับเชื้อและภายใน 3-6 วันก็จะเริ่มมีอาการป่วย
น่าสังเกตว่า ผู้ป่วยเด็กจะได้รับเชื้อเข้าทางปากเป็นหลัก และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ติดต่อทางการหายใจ
อาการของโรคที่ควรรู้
หลังจากที่ผู้ป่วยมีไข้แล้ว อีก 1-2 วันต่อมาก็จะมีแผลในปาก ลักษณะเป็นจุดแดงหรือตุ่มพุพองแล้วแตกออกเป็นแผลตื้นๆ หลายแผลที่บริเวณกระพุ้งแก้ม เหงือก เพดานอ่อน ลิ้นไก่ ทำให้เด็กเจ็บปาก บางรายอาจรับประทานอาหารไม่ได้ หลังจากมีแผลในปากแล้ว 1-2 วันต่อมาจะเริ่มมีผื่นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น อวัยวะเพศ เข่า ข้อศอก ส่วนใหญ่หายป่วยได้โดยการรักษาตามอาการภายใน1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามพบมีผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงจึงต้องสังเกตและเฝ้าระวัง หากมีอาการดังต่อไปนี้- เหงื่อออกมาก
- ตัวลาย
- หายใจเร็ว
- ปวดบวมน้ำ
- อาเจียนหลายครั้ง
- ซึมหรือกระวนกระวาย
- แขนขาอ่อนแรงหรือเซ
- หัวใจเต้นเร็ว
- หัวใจล้มเหลวและอาจเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว
การวินิจฉัย
แพทย์มักวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการสัมผัสโรค ลักษณะการแพร่ระบาดของโรค และการตรวจร่างกายเป็นหลัก ส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะพิจารณาแล้วแต่กรณี โดยเก็บตัวอย่างตรวจจากลำคอร่วมกับตุ่มน้ำใสหรืออุจจาระไม่มียารักษา แต่หายได้เอง
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสสำหรับเชื้อ EV โดยเฉพาะ ผู้ป่วยส่วนมากหายได้เองโดยการรักษาตามอาการ รับประทานยาลดไข้ เช็ดตัว หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัดหรืออาหารที่ร้อน ที่สำคัญต้องระวังภาวะขาดน้ำเป็นหลัก เนื่องจากผู้ป่วยมักเจ็บแผลในปากจนรับประทาน ไม่ได้การป้องกัน
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้โดยเฉพาะ สามารถป้องกันได้โดยไม่ใช้ช้อน ส้อม จาน ชาม หรือแก้วน้ำร่วมกัน และควรล้างมือบ่อยๆ หมั่นทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หากเป็นนักเรียนควรให้ผู้ป่วยหยุดเรียนประมาณ 7 วัน การปิดห้องเรียน ควรทำในกรณีที่พบนักเรียนในห้องเรียนเดียวกัน มากกว่า 2 ราย เป็นโรคภายใน 1 สัปดาห์ หรือ มีผลตรวจยืนยันเป็น EV71 ตั้งแต่ 1 รายขึ้นไป หากมีนักเรียนที่อยู่ต่างห้องเรียนกัน หลายคนเป็นโรค ให้ปิดโรงเรียนนาน 5-7 วัน เพื่อทำความสะอาดห้องเรียน บริเวณที่เล่นของเด็ก รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ภายในโรงเรียนรู้ทัน ป้องกันปอดอักเสบ
ปอดอักเสบคืออะไร
ปอดอักเสบหรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ปอดบวม” เพราะมีลักษณะการอักเสบของเนื้อปอด โดยเฉพาะที่บริเวณถุงลมของปอด ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อย เมื่อเป็นแล้วทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลทำให้มีโอกาส เกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูงผู้ป่วยปอดอักเสบร้อยละ 8-10 มีการติดเชื้อระบบหายใจเฉียบพลัน นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้ป่วยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่มีโรคติดเชื้อในเด็กเป็นสาเหตุของโรค ดังนั้นการวินิจฉัยโรคนี้จึงต้องทำอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันการรักษาหรือป้องกันอย่างเหมาะสมก็ล้วนมีความสำคัญมากเช่นกัน
(ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต)
สาเหตุการเกิดโรคปอดอักเสบ
เกิดจากสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ ปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ และปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่โดยทั่วไปพบปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมากกว่าทั้งจากไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบได้ ซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มอายุ และสภาพแวดล้อมที่เกิดปอดอักเสบ แต่โดยทั่วไปในกลุ่มเด็กเล็กนั้นจะพบว่ามีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสหรือ จากเชื้อแบคทีเรีย หรือทั้งเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียร่วมกัน
โดยเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบที่พบบ่อยในเด็กได้แก่ เชื้อ respiratory syncytial virus (RSV) เชื้อ influenza (ไข้หวัดใหญ่) เชื้อ parainfluenza
ส่วนผู้ป่วยโรคปอดอักเสบในเด็กที่มีเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุนั้น พบว่าเกิดจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัส (Streptococcus pneumoniae) มากที่สุด เชื้อแบคทีเรียอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุปอดอักเสบได้แก่ เชื้อฮิบ (Haemophilus influenzae type B), เชื้อ Staphylococcus aureus, group B. Streptococcus, Escherichia coli หรือกลุ่มเชื้อมัยโคพลาสมา/คลามัยเดีย (Mycoplasma pneumoniae, Chlamydia pneumonia)
ระยะฟักตัวของโรค
ไม่แน่ชัด ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ อาจสั้นเพียง 1 - 3 วัน หรือนาน 1 - 4 สัปดาห์ลักษณะการติดเชื้อ มีด้วยกันหลายทาง ดังนี้
- การสำลักเชื้อที่สะสมรวมกลุ่มอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบนลงไปสู่เนื้อปอด เช่น สำลักน้ำลาย อาหาร หรือสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร หากในระยะนี้ผู้ป่วยมีร่างกายอ่อนแอ มีการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน หรือมีโรคเรื้อรังร่วมด้วย ก็จะทำให้เกิดปอดอักเสบได้
- การหายใจเอาเชื้อเข้าสู่ปอดโดยตรง การสูดหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศในรูปละอองฝอยขนาดเล็ก เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบจากกลุ่มเชื้อไวรัส เชื้อวัณโรค และเชื้อรา จึงทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อเหล่านี้ได้ง่ายในกลุ่มคนที่อยู่รวมกัน โดยเฉพาะครอบครัว ชั้นเรียน ห้องทำงาน สถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน หรือในบริเวณที่มีคนอยู่แออัด
- การแพร่กระจายของเชื้อตามกระแสโลหิต เป็นทางสำคัญที่ทำให้เกิดปอดอักเสบจากเชื้อที่ก่อโรคในอวัยวะอื่น
- การลุกลามโดยตรงจากการติดเชื้อที่อวัยวะข้างเคียงปอดเช่น เป็นฝีในตับแล้วแตกตัวเข้าสู่เนื้อปอด
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบ
- เด็กที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำได้แก่ เด็กที่อายุน้อย, เด็กที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย, เด็กคลอดก่อนกำหนด, เด็กที่มีภาวะทพโภชนาการ
- เด็กที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคทางสมองที่มีการดูดกลืนผิดปกติ
- เด็กที่อยู่ในชุมชนแออัด สุขาภิบาลไม่ดี
- เด็กที่ได้รับควันบุหรี่จากบุคคลรอบข้าง
- เด็กที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีเด็กมากๆ
อาการแสดงของโรคปอดอักเสบ
ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบมักมีอาการแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ อายุของผู้ป่วย และความรุนแรงของโรค มักมีอาการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนนำมาก่อน เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ อาการปอดอักเสบที่พบบ่อยคือ- ไข้ ไอ หายใจหอบเหนื่อย (มีอาการหายใจลำบาก หายใจเร็ว รับประทานนมหรือดูดนมลำบาก จมูกบาน ซี่โครงบาน อกบุ๋ม ซึม และอาจมีอาการตัวเขียวได้)
- ในบางรายอาจมีอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย ร้องกวนและงอแง ผู้ป่วยบางรายจะมีหนาวสั่นได้
- อาการในเด็กทารกส่วนมากจะไม่มีลักษณะเฉพาะ ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้หรือไม่มีไข้ก็ได้ อาจมีอาการซึม อาเจียน และไม่ยอมดูดนมหรือน้ำ
- ในเด็กโตอาจมีอาการเจ็บหน้าอกที่เป็นมากเวลาหายใจเข้าออกได้
ภาวะแทรกซ้อนของปอดอักเสบ
- การติดเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด กรณีสาเหตุของปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
- ภาวะช็อค กรณีติดเชื้อรุนแรง
- ภาวะมีน้ำหรือเป็นหนองในเยื่อหุ้มปอด
- ภาวะฝีในปอด
- ภาวะการหายใจล้มเหลว
วิธีการรักษา
ขึ้นอยู่กับเชื้อก่อโรค ความรุนแรง และสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย โดยทั่วไปแบ่งการรักษาออกเป็นสองกลุ่มคือ1. การรักษาจำเพาะ
- ในรายที่เป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส ไม่มียารักษาที่จำเพาะ ยกเว้นไข้หวัดใหญ่ที่มียาต้านไวรัส (oseltamivir or Tamiflu) ส่วนสาเหตุจากไวรัสชนิดอื่นๆ ควรให้การรักษาแบบประคับประคอง
- ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเร็วที่สุดทันทีที่ได้รับการ วินิจฉัยว่ามีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย การพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะควรเลือกใช้ตามเชื้อที่คิดว่าเป็นสาเหตุ
2. การรักษาทั่วไป
- ให้สารน้ำให้เพียงพอ แนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ ในรายที่หอบมาก ท้องอืด รับประทานอาหารไม่ได้ แพทย์อาจพิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและงด อาหารทางปาก
- ให้ออกซิเจนในรายที่มีอาการตัวเขียว หายใจเร็ว หอบ ชายโครงบุ๋ม กระวนกระวายหรือซึม
- ใช้ยาขยายหลอดลมในรายที่ได้ยินเสียงหลอดลมตีบ
- แพทย์อาจพิจารณาให้ยาขับเสมหะ หรือยาละลายเสมหะในกรณีที่ให้สารน้ำ เต็มที่ แต่เสมหะยังเหนียวอยู่ ไม่ควรให้ยากดอาการไอโดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำ กว่า 5 ปี
- ทำกายภาพบำบัดทรวงอก (chest physical therapy) เพื่อช่วยให้เสมหะถูกขับออกจากปอดและหลอดลมได้ดีขึ้น
- การรักษาอื่นๆ ตามอาการ ได้แก่ การให้ยาลดไข้
- ผู้มีภาวะหายใจล้มเหลวหรือหยุดหายใจ แพทย์จะพิจารณาถึงการใส่ท่อหลอดลมและเครื่องช่วยหายใจ
- ห่างไกลจากโรคปอดอักเสบ
- หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่น เช่น ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ไม่ควรพาไปในสถานที่ดังกล่าว
- หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ภาวะทุพโภชนาการ ควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็น
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือใช้แอลกอฮอล์เจล
- ไม่ควรให้เด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปีและผู้ที่สุขภาพไม่แข็งแรงคลุกคลีกับผู้ป่วย และผู้ป่วยควรใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
- ปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนสำหรับป้องกันโรคปอดบวม (Hib vaccine, Pneumococcal vaccine: IPD) รวมทั้งวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine)
- รักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดื่มน้ำมากๆ นอน พักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกาย
- ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร ไม่ใช้หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับ ผู้อื่น
Subscribe to:
Comments (Atom)





