Wednesday, June 26, 2013

ทำความรู้จักกับโรค 'เนฟโฟรติก'

ทำความรู้จักกับโรค 'เนฟโฟรติก'

มารู้จักกลุ่มอาการ “เนฟโฟรติก” ในเด็ก กลุ่มอาการ “เนฟโฟรติก” (Nephrotic Syndrome) เป็นโรคไตชนิดเรื้อรังที่พบได้บ่อยในเด็ก ส่วนใหญ่ไม่พบว่ามีสาเหตุ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มีการสูญเสียโปรตีนที่ชื่อว่า “อัลบูมิน (Albumin)” ในปริมาณมากออกทางปัสสาวะทำให้อัลบูมินในเลือดลดต่ำลงจนกระทั่งเกิดอาการบวม ทั้งตัว แม้จะรักษาจนหายดีแล้วก็มักมีโอกาสกลับมาบวมซ้ำได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเจ็บป่วยจากการติดเชื้อต่างๆ

“ไวรัสโรต้า” ตัวการทำให้เกิดโรคท้องร่วงในเด็กเล็ก

“ไวรัสโรต้า” ตัวการทำให้เกิดโรคท้องร่วงในเด็กเล็ก
“ไวรัสโรต้า” ตัวการทำให้เกิดโรคท้องร่วงในเด็กเล็ก

เมื่อลูกน้อยก้าวสู่วัยอยากรู้อยากเห็น เป็นเรื่องปกติที่เด็กๆ มักจะอยากลองสัมผัสสิ่งรอบตัว ด้วยการนำสิ่งของใส่ปาก ไม่ว่าจะเป็น อาหาร ของเล่น ไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ จึงอาจจะเป็นช่องทางหนึ่งที่นำไปสู่การติดเชื้อไวรัสโรต้าอันเป็นสาเหตุที่ ทำให้เด็กๆ ป่วยเป็นโรคท้องร่วงแบบเฉียบพลัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น การใส่ใจดูแลความสะอาดและสุขอนามัยที่ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควร ละเลย

“ไวรัสโรต้า” ตัวการทำให้เกิดโรคท้องร่วงในเด็กเล็ก

พัฒนาการช้าในเด็ก เรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องสังเกต

พัฒนาการช้าในเด็ก เรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องสังเกต

 พัฒนาการช้าในเด็ก เรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องสังเกต

“ลูกเริ่มหัดเดินช้าไปไหมนะ” “เริ่มหัดพูดช้าไปหรือเปล่า” หลากหลายคำถามที่พ่อแม่กังวลเมื่อลูกทำอะไรไม่ได้เหมือนคนอื่น สำหรับคุณหมอแล้ว พัฒนาการช้าอาจไม่ได้หมายถึงการเริ่มเดินหรือคลานช้า แต่จะให้ความสำคัญถึงความสามารถในการรับรู้ของประสาททั้ง 5 ในเด็กอีกด้วย

พัฒนาการช้าในเด็ก เรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องสังเกต

ช่วยลูกรับมือไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่  (Influenza)

ไข้หวัดใหญ่  (Influenza)
(ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต)
เป็นโรคที่พบได้บ่อย เพราะในทุกๆ ปีจะมีเด็กทั่วโลกประมาณร้อยละ 20 ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการที่ไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง สำหรับในประเทศไทยพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ ที่เป็นสาเหตุของผู้มีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันถึงร้อยละ 48

ฤดูฝน-ฤดูหนาว-ฤดูระบาด

ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อประปรายได้ตลอดปี แต่จะมีช่วงการระบาด 2 ระลอก คือฤดูฝน (ช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม) และฤดูหนาว (ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม)

ไข้หวัดใหญ่ติดกันง่ายผ่านทางเดินหายใจ

โดยส่วนมากแล้ว เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจ โดยเชื้อจะผ่านออกมาจากการไอหรือจามของผู้ป่วย แล้วลอยปะปนอยู่ในละอองฝอยของอากาศ เมื่อคลุกคลีกับคนป่วยและสูดหายใจเอาเชื้อเข้าไป เชื้อก็จะเข้าไปเพิ่มจำนวนอยู่ในเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ และทำให้เกิดอาการป่วย โดยที่ผ่านมาพบว่าเด็กเป็นกลุ่มที่ติดเชื้อได้ง่ายที่สุด อีกทั้งแพร่กระจายเชื้อโรคสู่คนในครอบครัวได้ง่าย เพราะเด็กยังขาดความระมัดระวังและการดูแลตนเอง พ่อแม่จึงควรฝึกสุขอนามัยให้กับลูก เช่น ปิดปากและจมูกด้วยผ้าเช็ดหน้าขณะไอหรือจาม แนะนำให้ลูกล้างมือบ่อยๆ นอกจากนั้นในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อมากๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่แออัดและมีคนสัญจรพลุกพล่าน

อาการและอาการแสดง

ผู้ป่วยมักมีไข้สูง เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง ถ้าเป็นเด็ก เล็ก พบว่ามีอาการแตกต่างออกไป โดยพบว่าหูชั้นกลางอาจมีอาการอักเสบและอาจมีอาการชักจากไข้สูง ปอดอักเสบ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน (uncomplicated influenza) พบว่าไข้มักหายไปภายใน 3-7 วัน หลังจากเริ่มมีอาการ แต่จะสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 2-3 วันก่อนมีอาการ จนกระทั่ง 3-5 วันหลังเริ่มมีอาการ โดยผู้ป่วยเด็กจะสามารถแพร่เชื้อได้จนถึง 10 วันหลังเริ่มมีอาการ

ภาวะแทรกซ้อน

ผู้ป่วยบางรายมีภาวะปอดอักเสบ ภาวะการหายใจล้มเหลว การติดเชื้อทางระบบประสาท กล้ามเนื้ออักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ช็อค ไตวาย ไปจนกระทั่งมีอาการร้ายแรงถึงชีวิตได้

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่รุนแรงและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน

  • เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี
  • ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • บุคคลที่มีโรคเรื้อรัง เช่นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย
  • หญิงมีครรภ์
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการหรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น เคมีบำบัดสำหรับรักษาโรคมะเร็ง
  • บุคคลโรคอ้วน (BMI >35 และน้ำหนัก > 100 กิโลกรัม)
  • ผู้พิการทางสมองช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
  • ผู้ที่รับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำ

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติของผู้ป่วย การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยในปัจจุบัน  มีการตรวจสารคัดหลั่งในเยื่อบุหลังโพรงจมูก เป็นวิธีการตรวจหาแอนติเจนของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งสายพันธุ์ A และ B สามารถทราบผลเร็วภายใน 30 นาที มีความไวร้อยละ 50-70 และมีความจำเพาะสูงร้อยละ 90-95

การรักษา

ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะหายได้เองโดยการรักษาตามอาการ ทั้งการรับประทานยาลดไข้ การดื่มน้ำให้มาก รวมทั้งพักผ่อน ให้เพียงพอ ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงแพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (oseltamivir) ตามข้อบ่งชี้

การป้องกัน

  • ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอหรือจาม ด้วยกระดาษทิชชู หรือแขนเสื้อของตนเอง สวมหน้ากากอนามัยเมื่อเป็นไข้หวัด  เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ เช็ดทำความสะอาดพื้นผิว และสิ่งของที่มีคนสัมผัสบ่อย ๆ ด้วยน้ำผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับผู้ป่วย (ในระยะ 1 เมตร) และในพื้นที่ที่มีการระบาด ไม่ควรเข้าไปในสถานที่เสี่ยงต่อการติดโรค เช่น สถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่สะดวกเป็นเวลานาน หากจำเป็นเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวต้องป้องกันตนเองอย่างดี  โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงควรสวมหน้ากากอนามัย
  • งดกิจกรรมการเดินทาง หยุดเรียน หยุดงาน เมื่อป่วยเป็นไข้หวัด จนกว่าจะหายเป็นปกติแล้วอย่างน้อย 1 วัน และในช่วงเวลาดังกล่าวหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด  หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
  • การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบุคคลกลุ่มเสี่ยง อย่างไรก็ตามสามารถฉีดได้ในเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยภูมิคุ้มกันจะขึ้นหลังฉีดวัคซีนในเวลา  7-14 วัน วัคซีนมีประสิทธิภาพป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เดียวกันหรือใกล้เคียง กับวัคซีนได้ร้อยละ70-90 โดยภูมิคุ้มกันจะอยู่ได้นาน  1 ปี

Sunday, June 23, 2013

โรคภูมิแพ้ รู้ก่อนป้องกันได้

โรคภูมิแพ้ รู้ก่อนป้องกันได้

ฮัดชิ้ว...ลูกไอจามทุกครั้งเมื่อออกไปเดินเล่นข้างนอก อาการเล็กๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคภูมิแพ้ ซึ่งอาจส่งผลต่อชีวิตประจำวันและพัฒนาการของลูกน้อย พ่อแม่จึงควรเตรียมพร้อมการป้องกันกันเรื่องเล็กๆ จะเป็นปัญหาบานปลาย
โรคภูมิแพ้ รู้ก่อนป้องกันได้

โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth disease)

จากการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งบริเวณชายแดนในจุดต่างๆ ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทย ทำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างพากันตื่นตัวและตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิด ขึ้นกับประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มเด็กเล็กที่ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้อย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ แต่ผู้ปกครองทั้งหลายก็ไม่ควรหวาดวิตกเกินไปนัก เพราะยังมีแนวทางที่สามารถป้องกันบุตรหลานของตนเองให้ห่างไกลจากโรคมือเท้า ปากได้หลายแนวทางด้วยกัน
โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth disease)
(ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต)
โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth disease; HFMD) เกิดจากเชื้อกลุ่ม Human enteroviruses species A (HEV-A) โดยเชื้อในกลุ่มนี้ที่พบบ่อยคือ Coxsackie virus A 16 (CA 16) และ enterovirus 71 (EV 71)
สำหรับประเทศไทยนั้นก็ไม่แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านมากนัก ที่ผ่านมาเรามักพบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากได้มากตามโรงเรียนอนุบาลและสถานรับ เลี้ยงเด็ก และพบได้มากยิ่งขึ้นในกลุ่มเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรง แต่โดยทั่วไปแล้วคนทุกช่วงอายุนั้นสามารถป่วยเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน
หากมีการสัมผัสของเล่น หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อซึ่งจะออกมาทางเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย  อุจจาระหรือตุ่มน้ำใสที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก ผู้ที่สัมผัสนั้นก็จะได้รับเชื้อและภายใน 3-6 วันก็จะเริ่มมีอาการป่วย
น่าสังเกตว่า ผู้ป่วยเด็กจะได้รับเชื้อเข้าทางปากเป็นหลัก และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ติดต่อทางการหายใจ

อาการของโรคที่ควรรู้

หลังจากที่ผู้ป่วยมีไข้แล้ว อีก 1-2 วันต่อมาก็จะมีแผลในปาก ลักษณะเป็นจุดแดงหรือตุ่มพุพองแล้วแตกออกเป็นแผลตื้นๆ หลายแผลที่บริเวณกระพุ้งแก้ม เหงือก เพดานอ่อน ลิ้นไก่  ทำให้เด็กเจ็บปาก บางรายอาจรับประทานอาหารไม่ได้ หลังจากมีแผลในปากแล้ว 1-2 วันต่อมาจะเริ่มมีผื่นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น อวัยวะเพศ เข่า ข้อศอก ส่วนใหญ่หายป่วยได้โดยการรักษาตามอาการภายใน1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามพบมีผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงจึงต้องสังเกตและเฝ้าระวัง หากมีอาการดังต่อไปนี้
  • เหงื่อออกมาก
  • ตัวลาย
  • หายใจเร็ว
  • ปวดบวมน้ำ
  • อาเจียนหลายครั้ง
  • ซึมหรือกระวนกระวาย
  • แขนขาอ่อนแรงหรือเซ
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • หัวใจล้มเหลวและอาจเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว
โดยอาการเหล่านี้จัดว่าเป็นอาการทางระบบประสาทและสมอง ต้องรีบไปพบแพทย์เพราะเป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าผู้ป่วยรายนั้นอยู่ในระยะ แรกของการดำเนินโรคที่รุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

การวินิจฉัย

แพทย์มักวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการสัมผัสโรค ลักษณะการแพร่ระบาดของโรค และการตรวจร่างกายเป็นหลัก ส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะพิจารณาแล้วแต่กรณี โดยเก็บตัวอย่างตรวจจากลำคอร่วมกับตุ่มน้ำใสหรืออุจจาระ

ไม่มียารักษา แต่หายได้เอง

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสสำหรับเชื้อ EV โดยเฉพาะ ผู้ป่วยส่วนมากหายได้เองโดยการรักษาตามอาการ รับประทานยาลดไข้ เช็ดตัว หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัดหรืออาหารที่ร้อน ที่สำคัญต้องระวังภาวะขาดน้ำเป็นหลัก เนื่องจากผู้ป่วยมักเจ็บแผลในปากจนรับประทาน ไม่ได้

การป้องกัน

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้โดยเฉพาะ สามารถป้องกันได้โดยไม่ใช้ช้อน ส้อม จาน ชาม หรือแก้วน้ำร่วมกัน และควรล้างมือบ่อยๆ  หมั่นทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หากเป็นนักเรียนควรให้ผู้ป่วยหยุดเรียนประมาณ 7 วัน การปิดห้องเรียน ควรทำในกรณีที่พบนักเรียนในห้องเรียนเดียวกัน มากกว่า 2 ราย เป็นโรคภายใน 1 สัปดาห์ หรือ มีผลตรวจยืนยันเป็น EV71 ตั้งแต่ 1 รายขึ้นไป หากมีนักเรียนที่อยู่ต่างห้องเรียนกัน หลายคนเป็นโรค ให้ปิดโรงเรียนนาน 5-7 วัน เพื่อทำความสะอาดห้องเรียน บริเวณที่เล่นของเด็ก รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ภายในโรงเรียน

รู้ทัน ป้องกันปอดอักเสบ

ปอดอักเสบคืออะไร 

ปอดอักเสบหรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ปอดบวม” เพราะมีลักษณะการอักเสบของเนื้อปอด โดยเฉพาะที่บริเวณถุงลมของปอด ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อย เมื่อเป็นแล้วทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลทำให้มีโอกาส เกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูง
ผู้ป่วยปอดอักเสบร้อยละ 8-10 มีการติดเชื้อระบบหายใจเฉียบพลัน นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้ป่วยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่มีโรคติดเชื้อในเด็กเป็นสาเหตุของโรค ดังนั้นการวินิจฉัยโรคนี้จึงต้องทำอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันการรักษาหรือป้องกันอย่างเหมาะสมก็ล้วนมีความสำคัญมากเช่นกัน

รู้ทัน ป้องกันปอดอักเสบ
(ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต)

สาเหตุการเกิดโรคปอดอักเสบ

เกิดจากสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ ปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ และปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่โดยทั่วไปพบปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมากกว่า
ทั้งจากไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบได้ ซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มอายุ และสภาพแวดล้อมที่เกิดปอดอักเสบ  แต่โดยทั่วไปในกลุ่มเด็กเล็กนั้นจะพบว่ามีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสหรือ จากเชื้อแบคทีเรีย หรือทั้งเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียร่วมกัน
โดยเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบที่พบบ่อยในเด็กได้แก่ เชื้อ respiratory syncytial virus (RSV) เชื้อ influenza (ไข้หวัดใหญ่) เชื้อ parainfluenza
ส่วนผู้ป่วยโรคปอดอักเสบในเด็กที่มีเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุนั้น  พบว่าเกิดจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัส (Streptococcus  pneumoniae) มากที่สุด เชื้อแบคทีเรียอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุปอดอักเสบได้แก่ เชื้อฮิบ (Haemophilus influenzae type B), เชื้อ Staphylococcus aureus, group B. Streptococcus, Escherichia coli หรือกลุ่มเชื้อมัยโคพลาสมา/คลามัยเดีย (Mycoplasma pneumoniae, Chlamydia pneumonia)

ระยะฟักตัวของโรค

ไม่แน่ชัด ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ อาจสั้นเพียง 1 - 3 วัน หรือนาน 1 - 4 สัปดาห์
ลักษณะการติดเชื้อ มีด้วยกันหลายทาง ดังนี้
  1. การสำลักเชื้อที่สะสมรวมกลุ่มอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบนลงไปสู่เนื้อปอด เช่น สำลักน้ำลาย อาหาร หรือสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร หากในระยะนี้ผู้ป่วยมีร่างกายอ่อนแอ มีการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน  หรือมีโรคเรื้อรังร่วมด้วย ก็จะทำให้เกิดปอดอักเสบได้
  2. การหายใจเอาเชื้อเข้าสู่ปอดโดยตรง การสูดหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศในรูปละอองฝอยขนาดเล็ก เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบจากกลุ่มเชื้อไวรัส เชื้อวัณโรค และเชื้อรา จึงทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อเหล่านี้ได้ง่ายในกลุ่มคนที่อยู่รวมกัน โดยเฉพาะครอบครัว ชั้นเรียน ห้องทำงาน สถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน หรือในบริเวณที่มีคนอยู่แออัด
  3. การแพร่กระจายของเชื้อตามกระแสโลหิต เป็นทางสำคัญที่ทำให้เกิดปอดอักเสบจากเชื้อที่ก่อโรคในอวัยวะอื่น
  4. การลุกลามโดยตรงจากการติดเชื้อที่อวัยวะข้างเคียงปอดเช่น เป็นฝีในตับแล้วแตกตัวเข้าสู่เนื้อปอด

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบ 

  1. เด็กที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำได้แก่ เด็กที่อายุน้อย, เด็กที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย, เด็กคลอดก่อนกำหนด,  เด็กที่มีภาวะทพโภชนาการ
  2. เด็กที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคทางสมองที่มีการดูดกลืนผิดปกติ
  3. เด็กที่อยู่ในชุมชนแออัด สุขาภิบาลไม่ดี
  4. เด็กที่ได้รับควันบุหรี่จากบุคคลรอบข้าง
  5. เด็กที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีเด็กมากๆ

อาการแสดงของโรคปอดอักเสบ

ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบมักมีอาการแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ อายุของผู้ป่วย และความรุนแรงของโรค มักมีอาการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนนำมาก่อน เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ อาการปอดอักเสบที่พบบ่อยคือ
  1. ไข้ ไอ หายใจหอบเหนื่อย (มีอาการหายใจลำบาก  หายใจเร็ว รับประทานนมหรือดูดนมลำบาก จมูกบาน ซี่โครงบาน อกบุ๋ม ซึม และอาจมีอาการตัวเขียวได้)
  2. ในบางรายอาจมีอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย ร้องกวนและงอแง ผู้ป่วยบางรายจะมีหนาวสั่นได้
  3. อาการในเด็กทารกส่วนมากจะไม่มีลักษณะเฉพาะ  ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้หรือไม่มีไข้ก็ได้ อาจมีอาการซึม อาเจียน และไม่ยอมดูดนมหรือน้ำ
  4. ในเด็กโตอาจมีอาการเจ็บหน้าอกที่เป็นมากเวลาหายใจเข้าออกได้

ภาวะแทรกซ้อนของปอดอักเสบ

  1. การติดเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด กรณีสาเหตุของปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
  2. ภาวะช็อค กรณีติดเชื้อรุนแรง
  3. ภาวะมีน้ำหรือเป็นหนองในเยื่อหุ้มปอด
  4. ภาวะฝีในปอด
  5. ภาวะการหายใจล้มเหลว

วิธีการรักษา

ขึ้นอยู่กับเชื้อก่อโรค ความรุนแรง และสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย โดยทั่วไปแบ่งการรักษาออกเป็นสองกลุ่มคือ

1. การรักษาจำเพาะ

  • ในรายที่เป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส ไม่มียารักษาที่จำเพาะ ยกเว้นไข้หวัดใหญ่ที่มียาต้านไวรัส (oseltamivir or Tamiflu) ส่วนสาเหตุจากไวรัสชนิดอื่นๆ ควรให้การรักษาแบบประคับประคอง 
  • ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเร็วที่สุดทันทีที่ได้รับการ วินิจฉัยว่ามีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย การพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะควรเลือกใช้ตามเชื้อที่คิดว่าเป็นสาเหตุ 

2. การรักษาทั่วไป

  • ให้สารน้ำให้เพียงพอ แนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ ในรายที่หอบมาก ท้องอืด รับประทานอาหารไม่ได้ แพทย์อาจพิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและงด อาหารทางปาก
  • ให้ออกซิเจนในรายที่มีอาการตัวเขียว หายใจเร็ว หอบ ชายโครงบุ๋ม กระวนกระวายหรือซึม
  • ใช้ยาขยายหลอดลมในรายที่ได้ยินเสียงหลอดลมตีบ
  • แพทย์อาจพิจารณาให้ยาขับเสมหะ หรือยาละลายเสมหะในกรณีที่ให้สารน้ำ เต็มที่ แต่เสมหะยังเหนียวอยู่ ไม่ควรให้ยากดอาการไอโดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำ กว่า 5 ปี
  • ทำกายภาพบำบัดทรวงอก (chest physical therapy) เพื่อช่วยให้เสมหะถูกขับออกจากปอดและหลอดลมได้ดีขึ้น
  • การรักษาอื่นๆ ตามอาการ ได้แก่ การให้ยาลดไข้
  • ผู้มีภาวะหายใจล้มเหลวหรือหยุดหายใจ แพทย์จะพิจารณาถึงการใส่ท่อหลอดลมและเครื่องช่วยหายใจ
  • ห่างไกลจากโรคปอดอักเสบ
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่น เช่น ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ไม่ควรพาไปในสถานที่ดังกล่าว
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ภาวะทุพโภชนาการ ควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็น
  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือใช้แอลกอฮอล์เจล
  • ไม่ควรให้เด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปีและผู้ที่สุขภาพไม่แข็งแรงคลุกคลีกับผู้ป่วย และผู้ป่วยควรใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
  • ปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนสำหรับป้องกันโรคปอดบวม (Hib vaccine, Pneumococcal vaccine: IPD) รวมทั้งวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine)
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดื่มน้ำมากๆ นอน พักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกาย
  • ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร ไม่ใช้หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับ ผู้อื่น
โปรดสังเกต!! หากบุตรหลานของท่านมีอาการไข้ ไอ หอบ ควรรีบพามาพบแพทย์โดยเร็วเพื่อจะได้รับการรักษาปอดอักเสบอย่างทันท่วงที