จากการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากในประเทศเพื่อนบ้าน
รวมทั้งบริเวณชายแดนในจุดต่างๆ ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทย
ทำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างพากันตื่นตัวและตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิด
ขึ้นกับประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในกลุ่มเด็กเล็กที่ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้อย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ แต่ผู้ปกครองทั้งหลายก็ไม่ควรหวาดวิตกเกินไปนัก
เพราะยังมีแนวทางที่สามารถป้องกันบุตรหลานของตนเองให้ห่างไกลจากโรคมือเท้า
ปากได้หลายแนวทางด้วยกัน
(ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต)
โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth disease; HFMD) เกิดจากเชื้อกลุ่ม Human
enteroviruses species A (HEV-A) โดยเชื้อในกลุ่มนี้ที่พบบ่อยคือ Coxsackie
virus A 16 (CA 16) และ enterovirus 71 (EV 71)
สำหรับประเทศไทยนั้นก็ไม่แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านมากนัก
ที่ผ่านมาเรามักพบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากได้มากตามโรงเรียนอนุบาลและสถานรับ
เลี้ยงเด็ก และพบได้มากยิ่งขึ้นในกลุ่มเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี
ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรง
แต่โดยทั่วไปแล้วคนทุกช่วงอายุนั้นสามารถป่วยเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน
หากมีการสัมผัสของเล่น หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อซึ่งจะออกมาทางเสมหะ
น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระหรือตุ่มน้ำใสที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก
ผู้ที่สัมผัสนั้นก็จะได้รับเชื้อและภายใน 3-6 วันก็จะเริ่มมีอาการป่วย
น่าสังเกตว่า ผู้ป่วยเด็กจะได้รับเชื้อเข้าทางปากเป็นหลัก และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ติดต่อทางการหายใจ
อาการของโรคที่ควรรู้
หลังจากที่ผู้ป่วยมีไข้แล้ว อีก 1-2 วันต่อมาก็จะมีแผลในปาก ลักษณะเป็นจุดแดงหรือตุ่มพุพองแล้วแตกออกเป็นแผลตื้นๆ หลายแผลที่บริเวณกระพุ้งแก้ม เหงือก เพดานอ่อน ลิ้นไก่ ทำให้เด็กเจ็บปาก บางรายอาจรับประทานอาหารไม่ได้ หลังจากมีแผลในปากแล้ว 1-2 วันต่อมาจะเริ่มมีผื่นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น อวัยวะเพศ เข่า ข้อศอก ส่วนใหญ่หายป่วยได้โดยการรักษาตามอาการภายใน1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามพบมีผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงจึงต้องสังเกตและเฝ้าระวัง หากมีอาการดังต่อไปนี้- เหงื่อออกมาก
- ตัวลาย
- หายใจเร็ว
- ปวดบวมน้ำ
- อาเจียนหลายครั้ง
- ซึมหรือกระวนกระวาย
- แขนขาอ่อนแรงหรือเซ
- หัวใจเต้นเร็ว
- หัวใจล้มเหลวและอาจเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว






0 comments:
Post a Comment