Sunday, June 23, 2013

โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth disease)

จากการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งบริเวณชายแดนในจุดต่างๆ ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทย ทำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างพากันตื่นตัวและตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิด ขึ้นกับประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มเด็กเล็กที่ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้อย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ แต่ผู้ปกครองทั้งหลายก็ไม่ควรหวาดวิตกเกินไปนัก เพราะยังมีแนวทางที่สามารถป้องกันบุตรหลานของตนเองให้ห่างไกลจากโรคมือเท้า ปากได้หลายแนวทางด้วยกัน
โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth disease)
(ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต)
โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth disease; HFMD) เกิดจากเชื้อกลุ่ม Human enteroviruses species A (HEV-A) โดยเชื้อในกลุ่มนี้ที่พบบ่อยคือ Coxsackie virus A 16 (CA 16) และ enterovirus 71 (EV 71)
สำหรับประเทศไทยนั้นก็ไม่แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านมากนัก ที่ผ่านมาเรามักพบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากได้มากตามโรงเรียนอนุบาลและสถานรับ เลี้ยงเด็ก และพบได้มากยิ่งขึ้นในกลุ่มเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรง แต่โดยทั่วไปแล้วคนทุกช่วงอายุนั้นสามารถป่วยเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน
หากมีการสัมผัสของเล่น หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อซึ่งจะออกมาทางเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย  อุจจาระหรือตุ่มน้ำใสที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก ผู้ที่สัมผัสนั้นก็จะได้รับเชื้อและภายใน 3-6 วันก็จะเริ่มมีอาการป่วย
น่าสังเกตว่า ผู้ป่วยเด็กจะได้รับเชื้อเข้าทางปากเป็นหลัก และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ติดต่อทางการหายใจ

อาการของโรคที่ควรรู้

หลังจากที่ผู้ป่วยมีไข้แล้ว อีก 1-2 วันต่อมาก็จะมีแผลในปาก ลักษณะเป็นจุดแดงหรือตุ่มพุพองแล้วแตกออกเป็นแผลตื้นๆ หลายแผลที่บริเวณกระพุ้งแก้ม เหงือก เพดานอ่อน ลิ้นไก่  ทำให้เด็กเจ็บปาก บางรายอาจรับประทานอาหารไม่ได้ หลังจากมีแผลในปากแล้ว 1-2 วันต่อมาจะเริ่มมีผื่นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น อวัยวะเพศ เข่า ข้อศอก ส่วนใหญ่หายป่วยได้โดยการรักษาตามอาการภายใน1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามพบมีผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงจึงต้องสังเกตและเฝ้าระวัง หากมีอาการดังต่อไปนี้
  • เหงื่อออกมาก
  • ตัวลาย
  • หายใจเร็ว
  • ปวดบวมน้ำ
  • อาเจียนหลายครั้ง
  • ซึมหรือกระวนกระวาย
  • แขนขาอ่อนแรงหรือเซ
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • หัวใจล้มเหลวและอาจเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว
โดยอาการเหล่านี้จัดว่าเป็นอาการทางระบบประสาทและสมอง ต้องรีบไปพบแพทย์เพราะเป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าผู้ป่วยรายนั้นอยู่ในระยะ แรกของการดำเนินโรคที่รุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

การวินิจฉัย

แพทย์มักวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการสัมผัสโรค ลักษณะการแพร่ระบาดของโรค และการตรวจร่างกายเป็นหลัก ส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะพิจารณาแล้วแต่กรณี โดยเก็บตัวอย่างตรวจจากลำคอร่วมกับตุ่มน้ำใสหรืออุจจาระ

ไม่มียารักษา แต่หายได้เอง

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสสำหรับเชื้อ EV โดยเฉพาะ ผู้ป่วยส่วนมากหายได้เองโดยการรักษาตามอาการ รับประทานยาลดไข้ เช็ดตัว หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัดหรืออาหารที่ร้อน ที่สำคัญต้องระวังภาวะขาดน้ำเป็นหลัก เนื่องจากผู้ป่วยมักเจ็บแผลในปากจนรับประทาน ไม่ได้

การป้องกัน

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้โดยเฉพาะ สามารถป้องกันได้โดยไม่ใช้ช้อน ส้อม จาน ชาม หรือแก้วน้ำร่วมกัน และควรล้างมือบ่อยๆ  หมั่นทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หากเป็นนักเรียนควรให้ผู้ป่วยหยุดเรียนประมาณ 7 วัน การปิดห้องเรียน ควรทำในกรณีที่พบนักเรียนในห้องเรียนเดียวกัน มากกว่า 2 ราย เป็นโรคภายใน 1 สัปดาห์ หรือ มีผลตรวจยืนยันเป็น EV71 ตั้งแต่ 1 รายขึ้นไป หากมีนักเรียนที่อยู่ต่างห้องเรียนกัน หลายคนเป็นโรค ให้ปิดโรงเรียนนาน 5-7 วัน เพื่อทำความสะอาดห้องเรียน บริเวณที่เล่นของเด็ก รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ภายในโรงเรียน

0 comments:

Post a Comment