ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
(ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต)
เป็นโรคที่พบได้บ่อย เพราะในทุกๆ ปีจะมีเด็กทั่วโลกประมาณร้อยละ 20 ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการที่ไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง สำหรับในประเทศไทยพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ ที่เป็นสาเหตุของผู้มีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันถึงร้อยละ 48
ฤดูฝน-ฤดูหนาว-ฤดูระบาด
ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อประปรายได้ตลอดปี แต่จะมีช่วงการระบาด 2 ระลอก คือฤดูฝน (ช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม) และฤดูหนาว (ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม)ไข้หวัดใหญ่ติดกันง่ายผ่านทางเดินหายใจ
โดยส่วนมากแล้ว เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจ โดยเชื้อจะผ่านออกมาจากการไอหรือจามของผู้ป่วย แล้วลอยปะปนอยู่ในละอองฝอยของอากาศ เมื่อคลุกคลีกับคนป่วยและสูดหายใจเอาเชื้อเข้าไป เชื้อก็จะเข้าไปเพิ่มจำนวนอยู่ในเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ และทำให้เกิดอาการป่วย โดยที่ผ่านมาพบว่าเด็กเป็นกลุ่มที่ติดเชื้อได้ง่ายที่สุด อีกทั้งแพร่กระจายเชื้อโรคสู่คนในครอบครัวได้ง่าย เพราะเด็กยังขาดความระมัดระวังและการดูแลตนเอง พ่อแม่จึงควรฝึกสุขอนามัยให้กับลูก เช่น ปิดปากและจมูกด้วยผ้าเช็ดหน้าขณะไอหรือจาม แนะนำให้ลูกล้างมือบ่อยๆ นอกจากนั้นในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อมากๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่แออัดและมีคนสัญจรพลุกพล่านอาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยมักมีไข้สูง เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง ถ้าเป็นเด็ก เล็ก พบว่ามีอาการแตกต่างออกไป โดยพบว่าหูชั้นกลางอาจมีอาการอักเสบและอาจมีอาการชักจากไข้สูง ปอดอักเสบ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน (uncomplicated influenza) พบว่าไข้มักหายไปภายใน 3-7 วัน หลังจากเริ่มมีอาการ แต่จะสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 2-3 วันก่อนมีอาการ จนกระทั่ง 3-5 วันหลังเริ่มมีอาการ โดยผู้ป่วยเด็กจะสามารถแพร่เชื้อได้จนถึง 10 วันหลังเริ่มมีอาการภาวะแทรกซ้อน
ผู้ป่วยบางรายมีภาวะปอดอักเสบ ภาวะการหายใจล้มเหลว การติดเชื้อทางระบบประสาท กล้ามเนื้ออักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ช็อค ไตวาย ไปจนกระทั่งมีอาการร้ายแรงถึงชีวิตได้ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่รุนแรงและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน
- เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี
- ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
- บุคคลที่มีโรคเรื้อรัง เช่นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย
- หญิงมีครรภ์
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการหรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น เคมีบำบัดสำหรับรักษาโรคมะเร็ง
- บุคคลโรคอ้วน (BMI >35 และน้ำหนัก > 100 กิโลกรัม)
- ผู้พิการทางสมองช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
- ผู้ที่รับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำ
การวินิจฉัย
แพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติของผู้ป่วย การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยในปัจจุบัน มีการตรวจสารคัดหลั่งในเยื่อบุหลังโพรงจมูก เป็นวิธีการตรวจหาแอนติเจนของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งสายพันธุ์ A และ B สามารถทราบผลเร็วภายใน 30 นาที มีความไวร้อยละ 50-70 และมีความจำเพาะสูงร้อยละ 90-95การรักษา
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะหายได้เองโดยการรักษาตามอาการ ทั้งการรับประทานยาลดไข้ การดื่มน้ำให้มาก รวมทั้งพักผ่อน ให้เพียงพอ ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงแพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (oseltamivir) ตามข้อบ่งชี้การป้องกัน
- ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอหรือจาม ด้วยกระดาษทิชชู หรือแขนเสื้อของตนเอง สวมหน้ากากอนามัยเมื่อเป็นไข้หวัด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ เช็ดทำความสะอาดพื้นผิว และสิ่งของที่มีคนสัมผัสบ่อย ๆ ด้วยน้ำผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป
- หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับผู้ป่วย (ในระยะ 1 เมตร) และในพื้นที่ที่มีการระบาด ไม่ควรเข้าไปในสถานที่เสี่ยงต่อการติดโรค เช่น สถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่สะดวกเป็นเวลานาน หากจำเป็นเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวต้องป้องกันตนเองอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงควรสวมหน้ากากอนามัย
- งดกิจกรรมการเดินทาง หยุดเรียน หยุดงาน เมื่อป่วยเป็นไข้หวัด จนกว่าจะหายเป็นปกติแล้วอย่างน้อย 1 วัน และในช่วงเวลาดังกล่าวหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
- การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบุคคลกลุ่มเสี่ยง อย่างไรก็ตามสามารถฉีดได้ในเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยภูมิคุ้มกันจะขึ้นหลังฉีดวัคซีนในเวลา 7-14 วัน วัคซีนมีประสิทธิภาพป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เดียวกันหรือใกล้เคียง กับวัคซีนได้ร้อยละ70-90 โดยภูมิคุ้มกันจะอยู่ได้นาน 1 ปี






0 comments:
Post a Comment